วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

บทที่ 7 เดินทางกลับบ้าน

บทที่ 7 เดินทางกลับบ้าน

       อิจิกะลืมตาตื่นขึ้นมา ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาหันไปดูรอบก่อนที่จะกล่าวออกมา

​       "..เอออ AI"ผมร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น

       (มีอะไรให้รับใช้คะ นายท่าน)เสียงผู้หญิงสาวดังขึ้นในหัวของอิจิกะ

       "นี้มัน...สุดยอดไปเลย!!!...ฮาๆๆ...นี้มันเหมือนกับนิยามที่เคยอ่านหลายเรื่องเลย เออ AI เธอมีชื่อไหมถ้ายังไม่มีชื่อเดี๋ยวฉันจะตั้งให้"ผมพูดกับ AI

       (ดิฉันไม่มีชื่อคะนายท่าน)เสียงผู้หญิงสาวกล่าวตอบ

       "นั้นไง...เหมือนเป๊ะแบบนี้เล่นง่ายเลย AIต่อไปนี้เธอชื่อมะลิแล้วกัน ฉันชอบหอมดี" ผมพูดกับ AI

       (ขอปฏิเสธคะ...ดิฉันไม่ชอบกลิ่นดอกมะลินี้คะ)AI ตอบกลับทันควัน

       "อ้าวเฮ้ย...มีแบบนี้ด้วยหรอฟร่ะ งั้นเธออยากให้เรียกว่าอะไรหละ"ผมถาม AI ไปแบบงง(ในบรรดานิยายต่างๆ ที่เคยอ่านมันตั้งชื่ออะไรก็ได้ไม่ใช่หรอ ไม่เห็นเคยอ่านเจอสักเรื่องที่มันปฏิเสธเหมือนยัยเนี้ย)

       (โรสคะ เพราะผู้หญิงสวยๆต้องคู่กับกุหลาบอยู่แล้ว... อิอิ)AIตอบกลับพร้อมเสียงหัวเราะของเด็กสาว

       "เฮอๆๆ...สาวสวยว่างั้น เออโรสก็โรส" ผมรู้สึกหมั่นไส้นิดกับยัยAIหลงตัวเอง

       (ขอบคุณคะนายท่านที่เข้าใจ และอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอร้องคือ นายท่านช่วยเลิกหัวเราะแบบนั้นด้วยนะคะมันน่าขยะแขยง)โรสตอบกลับ

       "เฮ้ย!!! อั้ยความน่าขยะแขยงของฉันมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วยหร่ะ" หนอยยัยนี้มันตั้งใจจะกวนประสาทกันชัดๆ นี้หว่า

       (เกี่ยวคะ เกี่ยวมากด้วย ดิฉันไม่อยากจะมีนายท่านที่น่าขนลุก น่าสะอิดสะเอียน น่าขยะแขยง วิตถาร แล้วก็สโตกเกอร์ แล้วก็น่าขยะแขยง แล้วก็..แล้วก็รับไม่ได้จริงๆ)โรสใส่มาเป็นชุด

       "พอที ได้ทีหลอกด่าฉันเป็นชุดเลยนะยัยบิท-ช" ผมโวยวายกลับ

       (อี้..น่าขยะแขยงจริงๆ ผู้ชายที่เรียกสาวสวยว่าบิท-ชเนี้ย และอีกอย่างช่วยเลิกพูดออดเสียงกับฉันด้วย คนอื่นมาเห็นเข้ามันน่าคลื่นไส้ อิฉันอายแทนคะ)โรสกัดอิจิกะอีกดอก

       (เออเข้าใจแล้วน่า ก่อนอื่นฉันถามเธอหน่อยฉันสลบไปกี่วัน)ผมถามโรสในใจ

       (7 วันคะนายท่าน...ดิฉันอุสาห์ภาวนาขอให้นายท่านหลับไปตลอดกาลเลยได้ก็ดี ไม่รู้ว่านายท่านจะตื่นมาทำไม)โรสตอบ

       (อย่าบอกให้คนอื่นไปตายอย่างอ่อนโยนสิเฟ้ย)ผมพูดอย่างเคืองๆ

       (ก่อนอื่นติดต่อเจ้าพวกนั้นก่อนดีกว่า ป่านนี้คงเป็นห่วงกันแย่แล้ว) ผมคิดในใจ พร้อมกับหยิบเอายันต์สือสารออกมาเขียนข้อความแล้วส่งไปหาผู้ติดตาม

       (โรสโลกนี้เขาอัพเลเวลกันยังไง)ผมถามโรส

       (นายท่านจะต้องหาทักษะฝึกซ้อม ทำซ้ำๆพลังก็เพิ่มขึ้นเอง)โรสตอบ

       (หมายความว่าไง มันเหมือนกับเกมส์ไหมที่ตีมอนเก็บเวล อะไรแบบนี้หรอป่าว ฉันไม่เข้าใจช่วยอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ หน่อยสิ)ผมถามอย่างงง

       (ฮื้ม...ฟังให้ดีนะคะนายท่านถ้านายท่านต้องการฝึกพลังลมปราณ นายท่านจะต้องทะลวงจุดชีพจรทั่วร่างกายเสียก่อน จากนั้นก็ต้องหาทักษะสายลมปราณแล้วทำการฝึก ทักษะสายลมปราณนั้นเป็นทักษะที่จะช่วยดูดซับและเก็บกักพลังปราณวิญญาณที่อยู่รอบๆตัวของนายท่านเพื่อเพิ่มปริมาณลมปราณที่อยู่ภายในตันเถียนของนายท่านนั้นเอง

       ส่วนสายเวทมนตร์ นายท่านต้องเรียนสกิลต่างๆ ตามธาตุของนายท่านและฝึกใช้เวทบ่อยๆ ยิ่งใช้มากพลังเวทก็จะสูง การฆ่าสัตว์อสูรหรือปีศาจไม่ทำให้พลังของนายท่านเพิ่มขึ้นหรอกคะ เป็นเพียงแค่หาประสบการณ์การต่อจริงเท่านั้นเอง อันที่จริงเรื่องนี้นายท่านก็น่าจะรู้อยู่แล้วนิคะ ในเมื่อนายท่านมีความรู้ทั่งหมดของโลกใบนี้จากพรของเทพผู้สร้างโลก หัดใช้ความคิดบ้างก็ดีนะคะ)โรสตอบอิจิกะอย่างเหนื่อยหน่ายใจ

       (แม่นี้หรอกด่าฉันอีกแล้ว...อดทนไว้เถียง AI ก็ไม่ได้อะไร)ผมได้แต่คิดกับตัวเอง

       (โรสแสดงแผนที่และจำนวนสิ่งมีชีวิต มีอะไรบ้าง? กี่ตัว? และมีระดับเท่าไร?)ผมถามโรส

       (ในบริเวณนี้มีสิ่งมีชีวิตทั้งหมด 10,944 ตัวคะ

       ได้แก่

       เพกาซัสระดับระดับศักดิ์สิทธิ์ 111​ ตัว

       มังกรระดับสวรรค์​ 310 ตัว
       สิงโตนภาระดับสวรรค์​ 300 ตัว
       ปีศาจระดับสวรรค์​ 1,000 ตัว

       มังกรระดับปฐพี 2,000 ตัว
       เสือขาวระดับปฐพี ​1,000 ตัว

       ตัวมังกรระดับลึกลับ 4,013 ตัว
       เสือขาวระดับลึกลับ ​2,000 ตัว

       ฯลฯระดับมนุษย์,ระดับวิญญาณ 210 ตัว

       และนี้คือแผนที่ทั้งหมดคะนายท่าน)​โรสตอบพร้อมกับแสดงรายละเอียดและแผนที่โฮโลแกรม ภายในหัวของอิจิกะ

       "อาา.. อั้ยแผนที่มันรู้สึกแปลกๆไม่ค่อยถนัดเลย!!"ผมพูดออกมาเพราะแผนที่ ที่โรสแสดงให้เห็นตรงหน้าผมนั้น มันเป็นภาพโฮโลแกรมโปรงใสดูค่อยข้างยากหน่อย

       (คงเพราะบ้านนายท่านอยู่หลังเขาหละมั้งคะเลยดูไม่รู้เรื่อง ดิฉันไม่เคยเห็น โทXี่ สXาร์ค ในไอXอนแXน เขาจะบ่นเลย เอาเถอะคะเดี๋ยวดิฉันจะเพิ่มแสงให้จะได้เห็นชัดๆ)โรสยังคงกัดอิจิกะ

       (หนอยยัยนี้ เฮ้ย...ช่างเถอะทะเลาะ AI มันก็เท่านั้น)ผมได้แต่บอกกับตนเองว่าอย่าใส่ใจ เวลาเหลืออีกไม่มากนักกำหนดประจำการที่ชายแดน 2 เดือน ตอนนี้เหลือแค่เดือนกว่าๆ ต้องรีบแล้ว

       (โรสฉันต้องการเพิ่มพลังสายเวทและสายลมปราณให้มากที่สุดในเวลา 1 เดือนที่เหลือกลับเมืองหลวง เธอช่วยวิเคราะห์สร้างตารางกาลฝึกหน่อยสิ)ผมออกคำสั่งกับโรส

       ตารางการฝึกที่โรสสร้างขึ้นมา ในแต่ละวันอิจิกะมีเวลาทานอาหารอาบน้ำทำธุระส่วนตัวแต่วันละ 1 ชั่วยามเท่านั้นไม่มีเวลาให้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย ตารางการฝึกนี้ถือว่าหนักเอาการเลยทีเดียว อิจิกะที่ได้อ่านตารางการฝึกนี้ได้แต่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกกับตัวเองว่าเขาจะต้องทำได้

       อิจิกะได้ทบทวนความรู้ที่ได้จากเทพผู้สร้างโลก ทักษะสายลมปราณและสายเวทมนตร์แบ่งออกเป็น 7 ระดับเหมือนๆ กันได้แก่ ระดับมนุษย์,ระดับวิญญาณ,ระดับลึกลับ,ระดับปฐพี,ระดับสวรรค์,ระดับศักดิ์สิทธิ์,ระดับพระเจ้า ทักษะพวกนี้หายากมากแม้แต่ตระกูลที่ทรงอิทธิพลอย่างตระกูลของอิจิกะก็มีแค่ทักษะระดับศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

       โรสได้ทำการวิเคราะห์วิชาสายลมปราณที่เหมาะสมให้อิจิกะ โรสได้เลือกเคล็ดวิชากายหยกศักดิ์สิทธิ์ห้อิจิกะฝึกเป็นอันดับแรก เพราะเคล็ดวิชากายหยกศักดิ์สิทธิ์(ทักษะระดับระดับศักดิ์สิทธิ์) เป็นวิชาช่วยปรับแต่งภายในร่างกายของผู้ฝึกไม่ว่าจะเป็น กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ทำให้ร่างกายของผู้ฝึกแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นจะได้รองรับทักษะระดับพระเจ้าได้

       อิจิกะโคจรลมปราณไปยังจุดชีพจรต่างๆ ตามเคล็ดวิชากายหยกศักดิ์สิทธิ์ ทำให้พลังปราณวิญญาณที่อยู่รอบๆตัวเขาไหลทะลักเข้ามาภายในตันเถียนอย่างรุนแรง

       อัตราการดูดซับพลังปราณวิญญาณรวดเร็วอย่างมามความเร็วนี้เหนือกว่าที่คนทั่วไปจินตนาการได้ ถ้าคนทั่วไปเห็นฉากนี้เข้า พวกเขาต้องไม่เชื่อสายตาตนเองเป็นแน่


.......................

       1 เดือนผ่านไป

       รุ่งเช้าเข้ามาเยือนพร้อมกับแสงแดดสาดส่องเข้ามาภายในถ้ำ หมอกในตอนเช้าค่อยๆ กระจัดกระจายหายไป อิจิกะลืมตาขึ้นมาจากการเข้าฌานพร้อมกับฉีกยิ้ม แล้วลุกขึ้นเดินไปยังริมน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายเตรียมตัวเดินทางกลับ ช่วงเวลาฝึกโหดเหมือนดังตกนรกได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้พลังของอิจิกะได้เพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัวจากเดิม

       (โรสตรวจสอบสถานะฉันสิ)ผมสั่งโรสในใจ

       สถานะ

       ชื่อ: ฮิเดโยชิ อิจิกะ

       เผ่าพันธุ์​: เทพ

       เพศ: ชาย

       อายุ: 16

       พลังลมปราณ​: ระดับศักดิ์สิทธิ์

       พลังเวทมนตร์​: ระดับศักดิ์สิทธิ์

       ธาตุ​: ดิน​ ​น้ำ​ ลม​ ไฟ สายฟ้า​ แสง​ ความมืด​ ไร้ธาตุ​

       ไม่ใช่แค่พลังเท่านั้นที่นั้นที่เปลี่ยนแปลงไป ร่างกายของอิจิกะก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณที่ขาวอมชมพูนุ่มเนียนราวกับผิวของทารกแรกเกิด เส้นผมดำสลวยดุจแพรไหม ใบหน้างดงามปานล่มเมืองงดงามยิ่งกว่าอิสตรีนางใดในใต้หล้า

       เมื่ออิจิกะล้างเนื้อล้างตัวเสร็จ เขาก็หยิบชุดที่อยู่ในแหวนมิติมาสวมใส่ เสื้อผ้าของอิจิกะนั้นเป็นชุดผ้าไหมที่สร้างมาอย่างประณีต สีขาวทั้งชุดที่ปลายขอบมีขลิบแดงเล็กน้อย เนื้อผ้านุ่มลื่นงดงามหรูหราเป็นอย่างมาก เสื้อผ้าของเขาเป็นเสื้อผ้าที่นิยมของเหล่าพวกคุณชาย แบบชุดนั้นเป็นแบบชุดซามูไรโบราณผสมกับแบบตะวันตกเหมือนชุดพวกคอสเพลย์ที่เขาเคยดู TV เมื่อนำมาสวมใส่บนร่างกายที่สมส่วนกับใบหน้าที่หล่อเหลาจึงทำให้เขากลายเป็นหนุ่มหล่อที่กระชากใจสาวๆได้ในพริบตา

       หลังจากอิจิกะแต่งตัวเสร็จแล้ว เขาก็วาร์ปไปหาผู้ติดตามที่ค่ายชายแดนแล้วเดินทางกลับบ้าน

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

บทที่ 6 ถ้ำในป่าอาถรรพ์

บทที่ 6 ถ้ำในป่าอาถรรพ์

       พวกเราเดินทางมาถึงถ้ำๆ หนึ่ง ผมเดาว่าถ้ำนี้น่าจะใช่ถ้ำที่ตามเนื้อเรื่องทัตสึยะจะมาเอาพลังแสนขี้โกงไปเพื่อเคลียร์เกม ทั้งภูมิประเทศ สภาพแวดล้อม ที่บ่งบอกว่ามันเป็นจุดที่ถูกต้อง

       "ที่นี่แหละ"

       ผมมองไปที่ถ้ำขนาดใหญ่ และให้ผู้ติดตามกลับไปก่อน

       "พวกเจ้ากลับไปก่อน ไม่ต้องห่วงข้า..ถ้ามีปัญหาอะไรเดี๋ยวอุปกรณ์ส่งสัญญาณจะเตือนพวกเจ้าเอง"ผมพูดกับผู้ติดตามทั้ง 5 คน

       "มันอันตรายนะขอรับ...นายน้อย...ให้ำวกกระผมค่อยปกป้องนายน้อยดีกว่านะขอรับ" บรรดาผู้ติดตามพยายามหว่านล้อมให้อิจิกะเปลี่ยนใจ

       "มันไม่เป็นอะไรหรอ พวกเจ้าก็ได้ประจักษ์ฝีมือข้ากับตาแล้วนิ" ผมตอบ

       "......." ผู้ติดตาม

       "พวกเจ้ากลับไปเถอะ ถ้ามีอะไรเดี๋ยวข้าติดต่อไป" ผมตอบกลับเหล่าผู้ติดตาม

       พวกผู้ติดตามได้กลับไปอย่างไม่เต็มใจนัก อิจิกะสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงของคนเหล่านั้น มันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

       "ยังมีอยู่สินะคนที่เป็นห่วงและรักเราจริงๆ" ผมพูดออกมาอย่างแผ่วเบา

       หลังจากยืนมองดูผู้ติตามเดินจากไปจนสายตา ผมเดินเข้าไปในถ้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างในป่าอาถรรพ์ ปากถ้ำนั้นกว้างและมีรูปปั้นของเทพผู้สร้างโลก 

       ผมยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะนำยันต์ระเบิด ยันต์สายฟ้าและสายชนวนออกมาจากแหวนมิติ แล้วนำไปติดตั้งที่จุดต่างๆชองถ้ำ

       "ตามเนื้อเรื่องแล้ว ........เจ้าทัตสึยะมันเดินโง่ๆ เข้าไปเลยเจออุปสรรคเยอะแยะ จนไปเจอบททดสอบของเทพผู้สร้างโลกเข้า แถมด่านนี้ในเกมส์ก็โคตรยาก จนต้องพึ่งสปอยด์ในเว็บ แต่เราก็เคลียร์มาหลาบครั้งจนเห็นช่องโหว่ในด่านนี้ พอกลับมาเล่นก็เคลียร์ได้ง่ายๆ" ในระหว่างที่พูดอยู่นั้นผมก็จัดแจงเครื่องมือจนเสร็จสิ้นจากนั้นก็เริ่มทำตามแผนที่วางไว้ในหัว

       "วางยันต์ระเบิดไว้ตรงจุตรงนั้น วางยันต์สายฟ้าไว้นี้ จากนั้นก็เดินสายชนวนที่เตรียมไว้โดยไม่ออกนอกเขตปลอดภัย จากนั้น....." เมื่อจัดวางเสร็จสิ้น ผมก็หยิบตัวจุดระเบิดเท่าฝ่ามือมาจุด

       ตู้มมม~

       ตู้มมม~

       ตู้มมม~

       ชิ้นส่วนของกับดักทั้งหมดค่อยๆ ละลายกลายเป็นของเหลวและแตกสลายไปที่ละอัน เสร็จแล้วผมก็เดินเข้าไปในถ้ำเพื่อนำพลังสุดแสนขี้โกงมา

       เปรี้ยง~!!

       เปรี้ยง~!!

       เปรี้ยง~!!

       เสียงฟ้าผ่าพร้อมกับแสงเส้นยึกยือ ผ่าลงมามอดไหม้กับดักเป็นขี้เถ้าหลายสิบอัน ผมสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมากมายราวกับกดสูตรโกง นี่คือสิ่งพวกพระเอ๊ก พระเอก ไม่สามารถทำได้เพราะมันขี้โกงมาก

       "ตามที่คิดไว้เป๊ะ!" จากนั้นตรงหน้าผมก็มีแสงสีทองสว่างออกมาจากรูปภาพ ชายชราในชุดขาว หน้าตาดูใจดี

       เทพผู้สร้างโลก

       "ยินดีด้วยท่านผู้กล้าที่สามารถผ่านด่านเข้ามาได้ เราขอแสดงความนับถือแก่ท่าน"เทพผู้สร้างโลกกล่าวด้วยรอยยิ้ม

       (ตามสคริปท์เป๊ะ) ผมแอบคิดในใจ

       "ด้วยเหตุนี้...... เราจะขอมอบพรให้ท่าน 3 ประการ ท่านผู้กล้าประสงค์สิ่งใด?"เทพผู้สร้างโลกกล่าวต่อ

       "มาแล้ว.... พร 3 ประการ" ผมคิดในใจ

       "พรข้อแรก ผมขอพรสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญาหรือทางร่างกายมากกว่าคนทั่วไป 1,000 เท่า” ผมบอกต่อเทพผู้สร้างโลก

       "1,000 เท่าไม่ได้หรอก มากไปให้แค่ 100 เท่านั้น"เทพผู้สร้างโลกส่ายหัว

       " 100 เท่าก็ได้ครับ" ผมตอบเทพผู้สร้างโลก 100 เท่า ดีกว่าไม่ได้

       "พรข้อที่ 2 ผมขอความรู้ทั้งหมดขอโลกนี้แล้วของโลกในชาติที่แล้ว" ผมร้องขอออกไปทั้งที่หวั่นๆ ไม่รู้เทพผู้สร้างโลกจะรู้จักหรอป่าว (แต่ก็น่าจะรู้หละมั้ง ไม่เห็นจะขัดเรื่องเกมส์เลยนิ)

       "อืม....ออกจะมากไปนะ...แต่ก็ได้ไม่มีปัญหา"เทพผู้สร้างโลกคิดนิดนึง

       "พรข้อข้อสุดท้าย!!!...ผมข้อให้เพิ่มพรอีก 100 ข้อ" ผมพูดออกไปพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง

       "ไม่ได้!!!!...ไม่ได้เด็ดขาดแบบนี้มันโกงชัดๆ อย่างมากะล่อนนะเฟ้ย!!.."เทพผู้สร้างโลกพูดแบบโกรธนิดๆ ที่ถูกอิจิกะโกง

       "อ้าว...ก็ผมไม่รู้นิ..ลุงเองนั้นแหละบอกเองว่าขออะไรก็ได้นิลุง พอผมขอก็มาโกรธใส่ผมอะ..ฮือๆๆ"ผมแกล้งตีหน้าเศร้าๆ

       "เฮ้ย...ข้าไม่ได้ดุเจ้าสักหน่อย เจ้าอย่าพึ่งร้องนะ เอาแบบนี้แล้วกันข้าให้ระบบ AI แบบพวกเกมส์ RPG แล้วกันดีไหม หยุดร้องได้แล้ว" เทพผู้สร้างโลกปลอบอิจิกะ

       ผมที่ยังแกล้งตีหน้าเศร้า พอได้ยินแบบนั้นก็คลี่ยิ้มออกมาทันที(อะ..มุขนี้ได้ผล ได้ระบบAI มาฟรีๆ แถมยังเหลือพรอีก 1 ข้อ)

       "พรข้อสุดท้าย ผมของชีวิตอมตะ" ผมที่กำลังฉีดยิ้มอยู่ก็ได้ขอพรกับเทพผู้สร้างโลก

       "ไม่ได้...ถ้าเจ้าอยากได้ชีวิตอมตะต้องไปแสวงหาน้ำพุแห่งชีวิตเอง ข้าให้เจ้าไม่ได้"เทพผู้สร้างโลก

       "งั้น..ผมของสกิลหยุดเวลาแล้วกัน" ผมร้องขอออกไปอีกครั้ง

       "ไม่ได้...มันอันตรายเกินไป ถ้าเจ้าเอาไปใช้ในทางที่ไม่ดีโลกนี้ก็จะเดือดร้อน"เทพผู้สร้างโลกตอบกลับอย่างอดทน

       "นั้นก็ไม่ได้...นี้ก็ไม่ได้...ฮือๆ...ถ้าผมนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีพระเจ้าก็แค่ยึดคืนไปก็หมดเรื่องนิครับไม่เห็นจะต้องดุกันเลย..ฮือ" ผมทำทีแกล้งจะร้องไห้อีกเพื่อพระเจ้าจะใจอ่อน

       "เอาๆ...งั้นก็ได้ข้าใจะให้สกิลย้อนเวลาแทนแล้วกัน เจ้าตกลงไหม"

       "โห้!!!...สกิลย้อนเวลายอดเยียมไปเลยท่านเทพ" ผมร้องตะโกนดีใจออกมา

       "อย่าพึ่งดีใจเกินไปเจ้าจะต้องทำสัญญากับข้าก่อน ยื่นมือของเจ้าออกมาทำพันธสัญญาก่อน ถ้าเจ้าใช้พลังไปเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เจ้าจะต้องตกตายลงในทันทีไม่เหลือแม้แต่เศษซาก เจ้าเข้าใจไหม" เทพผู้สร้างโลกตอบด้วสีหน้าจริงจัง

       "พันธสัญญา ท่านหมายถึงสัญญาเลือดนะหรอครับ"

       "ไม่ใช่สัญญาเลือด พันธสัญญาในที่นี้มันก็คือ เจ้าจะกลายมาเป็นเทพเช่นเดียวกับพวกข้า เจ้าจะไม่สามารถเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้ ถ้าหากเจ้าเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เจ้าจะต้องตกตายลงในทันทีไม่เหลือแม้แต่เศษซาก เจ้าเข้าใจไหม"เทพผู้สร้างโลกตอบ

       "แล้วถ้าเป็นการป้องกันตัวหละครับ ผมทำได้ไหม ถ้าผมลงมือเผลอเกินกว่าเหตุหละจะเป็นอย่างไร แล้วเฉพาะแต่กับมนุษย์เท่านั้นหรอ สัตว์อสูร ปีศาจหละรวมด้วยไหมครับ" ผมถามเพื่อให้แน่ใจจะได้รู้ขอบเขต

       "ถ้าป้องกันตัวทำได้ ถึงตายก็ไม่มีปัญหา"เทพผู้สร้างโลกตอบ

       "ผมงงไปหมดแล้วสรุปคือยังไงครับ มนุษย์ฆ่าได้ไหม"ผมถามเพราะไม่เข้าใจคำตอบ

       "พวกมนุษย์เจ้าฆ่าได้ เฉพาะคนเลว ในกรณีผู้บริสุทธิ์เจ้าสามารถป้องกันตัวได้ ถ้าลงมือหนังเกินไปจนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตก็ไม่ถือว่าผิดเพราะถือเป็นการป้องกันตัว

       ส่วนพวกสัตว์อสูรหรือปีศาจนั้น เจ้าสามารถฆ่าได้ แต่ถ้าพวกสัตว์อสูรหรือปีศาจยอมจำนนเจ้าห้ามฆ่าเด็ดขาด"เทพผู้สร้างโลกอธิบาย

       "พันธสัญญาหละครับ ทำไมต้องให้ผมทำพันธสัญญาด้วยหละครับ ผมไม่เข้าใจ"

       "เรื่องที่ให้เจ้าพันธสัญญาก็เพื่อ ไม่ให้เจ้านำพลังไปทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เพราะเผ่าพันธุ์เทพนั้นไม่สามารถเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้ ถ้าหากฝ่าฝืนจะโดนทัณฑ์สวรรค์แตกดับไม่เหลือเศษซาก เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง ต่อไปนี้เจ้าไม่ใช่มนุษย์ หรือคนของตระกูลฮิเดโยชิอีกต่อไปเจ้าคือพวกเราเผ่าพันธุ์เทพ"

       "เออ..หมายความว่าต่อไปนี้ผมไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นเทพ ถ้างั้นพิธีสาบานเลือดที่ทำกับราชวงศ์ก็ไม่มีผลกับผมอีกแล้วนะสิ"ผมถามย้ำเพราะความชัวร์

       "ถูกต้อง"เทพผู้สร้างโลกกล่าว

       "ห้าๆๆฮ้าๆๆๆ..ต่อไปก็ไม่ต้องมาเป็นสุนัขรับใช้ราชวงศ์อีกแล้วสุดยอดไปเลย"ผมหัวเราะออกมาเสียงดัง (ใครมันอยากจะเป็นเบ๊ไปจนตายกัน)

       "อย่าพึ่งดีใจไป เผ่าพันธุ์เทพนั้นยังมีขอเสียอยู่นิดหน่อยนะ"เทพผู้สร้างโลกกล่าวอย่างตะกุกตะกัก

       "ขอเสียที่ว่ามันคืออะไรหรอครับ หรือเรื่องที่ไม่ให้ฆ่าคนสงเดช ถ้าเป็นเรื่องนั้นสบายมากผมไม่ชอบทำรายใครอยู่แล้ว"ผมตอบกลับไป (ผมไม่ใช่พวกโรคจิตนะที่ชอบไล่ฆ่าคนไปทั่ว)

       "มันไม่ใช่เรื่องนั้นหรอ เออ..มันเป็นเรื่อง..เออการสืบพันธุ์นะ"เทพผู้สร้างโลกพูดอ้อมแอ้ม

       "แล้วมันเป็นยังไมหละครับ มัวแต่อึดอักอยู่นั้น พูดมาตรงๆจะได้จบๆไปสักที"ผมตอบกลับเพราะรู้สึกรำคาญนิดๆแล้ว

       "เผ่าพันธุ์เทพนั้นมีปัญหาเรื่องการมีบุตรยาก ถ้าพวกเราเหล่าเทพจะการมีบุตรจะต้องใช้เวลาในการร่วมรักกันอย่างไม่หยุดพักเป็นปีๆถึงจะมีทายาทสักคน เพราะฉนั้นเผ่าพันธุ์จึงมีจำนวนน้อยกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆไงหละ"

       "โฮ้..เรื่องแค่นี้เอง..ซะที่ไหนกันเล่าใครจะมีแรงอึ๊บกันตลอดเวลาไม่หยุดพักเป็นปีได้ แบบนี้มันบ้าไปแล้ว"ผมโว้ยวายออกไป

       "เอาน่าเจ้าทำได้...เผ่าพันธุ์ของเรานั้นสามารถร่วมรักต่อเนื่องเป็นปีๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องกลัวจะหมดแรงหรอ อย่างมากมันก็แค่ใช้เวลาในการทำบุตรนานกว่าปกติก็เท่านั้น"เทพผู้สร้างโลกตอบแบบชิลล์ๆ

       "แค่ใช้เวลาในนานกว่าปกติ พูดไปได้แถวบ้านผมเขาไม่เรียกว่าแค่หรอกนะครับ"

       "เอาน่าตอนนี้เจ้าอย่าคิดอะไรมากเลยไปสนุกกับพรที่ข้าให้เจ้าซะ"เทพผู้สร้างโลกกล่าวจบก็หายไป ภาพวาดภายในถ้ำก็สูญสลายกลายเป็นควัน

       สติของผมก็เริ่มเลือนลาง ความเจ็บปวดที่ยากเกินกว่าจะบรรยายถาโถมเข้ามา ผมทรุดลงไปดิ้นทุรนทุรายไปกับพื้น เหมือนร่ายกายจะแหกเป็นเสี่ยงๆ สุดท้ายก็สลบไป




บทที่ 5 ป่าอาถรรพ์

บทที่ 5 ป่าอาถรรพ์

       รีอัสรีบมาดักรออิจิกะที่กระโจม ตั้งแต่รุ้งเช้าแต่กลับต้องผิดหวังเพราะอิจิกะออกเดินทางตั้งแต่ยังไม่ทันจะรุ้งสาง

       "ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ เด็กบ้า!!!" รีอัส้รองบอกด้วยความหงุดหงิด

       พวกผมออกเดินทางตั้งแต่ยังไม่ทันจะรุ้งสาง มาจนถึงลำธารที่ชายป่าเบื้องหน้า บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยหมอกหนามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากหมอก ยังดีที่มีแสงอาทิตย์ไม่มืดครึ้มเกินไป ที่แห่งนี้คือป่าอาถรรพ์อันเลื่องชื่อ เป็นสถานที่อันเลวร้ายที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรอันดุร้ายมากมาย

       ป่าอาถรรพ์อยู่ไม่ห่างจากเขตชายแดนของอาณาจักรเท่าใดนักแค่ไม่กี่สิบกิโลเมตรเท่านั้น ทว่าเพราะความอันตรายกลับไม่มีสิ่งใดเข้ามาในป่าสายหมอกเลยแม้แต่น้อยนิด เหล่าทหารทั้งหลายไม่อยากย่างกรายเข้าใกล้ แม้ว่าในป่าอาถรรพ์นั้นจะเต็มไปด้วยทรัพยากรจำนวนมาก แต่ใครจะกล้าเสี่ยงท้าทายกับสัตว์อสูรระดับสูงพวกนี้กัน 

       พวกผมเดินมาได้สักพัก ก็ต้องหยุดลงเพราะเบื้องหน้าของพวกผมนั้น ปรากฏร่างสูง 3 เมตร เป็นเสือที่มีดวงตาสีแดงฉาน ทำให้มันดูน่าเกรงขามและชวนให้ขนพองสยองเกล้า

       กรรร!!!!

       มันขู่คำรามเสียงดังและปากก็เต็มน้ำลายเหนียวๆไหลย้อยออกมามันคือสัตว์อสูร!!!

       พวกผมเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่น่ากลัวกระนั้น ตัวผมกลับไม่ได้รู้สึกตื่นกลัวเลยแม้แต่น้อย จิตใจของผมกลับสงบนิ่งเป็นอย่างมาก ทั้งๆที่สัตว์อสูรอยู่เบื้องหน้า แต่ผมไม่มีความหวาดกลัว นี่มันน่าแปลกเกินไปแล้ว

       (เกิดอะไรขึ้นกับเราอีกแล้วเนี่ย เราไม่รู้สึกกลัว กับอันตรายอยู่ข้างหน้าแต่น้อย ผมได้แต่งุนงงกับความรู้สึก)

       กรรร!!!!

       กรรร!!!!

       มันขู่คำรามอีกครั้งพร้อมทั้งกระโจนเข้าใส่พวกผม พลังลมปราณแผ่ออกมาจากร่างจางๆ สำหรับในโลกนี้สายพลังปราณคือสายด้านกายภาพ พลังลมปราณสามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งและทรงพลังสรุปง่ายมันเป็นพวกใช้กำลังในการต่อสู้นั่นเอง

       ส่วนสายเวทมนตร์คือพวกที่โจนตีระยะไกล ร่างกายของคนพวกนั้นจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไร แต่จะมีพลังโจมตีที่ทรงพลังกว่าสายลมปราณ คนทั่วไปจะมีพลังแค่สายเดียว แต่อิจิกะนั้นมีทั้ง 2 สาย (ก็เป็นตัวโกงอะเนอะ พลังเลยโกง)

       ผมได้เพ่งสายตาจ้องมองเจ้าเสือร้ายที่พุ่งเข้ามา ทันใดนั้นภาพทุกอย่างช้าลงราวกับโหมดสโลโมชั่น มันอ้าปากกว้างโชว์ฟันอันแหลมคม

       “นี่แกคิดจะกินฉันงั้นเจ้าแมวน้อย!!!”ผมพูดขึ้นมาพลางเงื้อหมัดซัดสวนเข้าไปที่เบ้าตาของเจ้าแมวหน้าโง่

       ความจริงผมคิดจะหนีแต่ไม่รู้ทำไม ผมถึงเลือกที่จะซัดหมัดออกไป มันสามารถไม่มีเหตุผลจะมาอธิบายได้ ผมก็แค่อยากซัดหมัดก็เท่านั้น แม้จะตายก็ไม่เสียดาย

       เปรี้ยง!

       หมัดของเขาซัดเข้าเต็มเบ้าตาของเจ้าแมวหน้าโง่ หัวของมันสะบัดออกไปพร้อมทั้งเลือดสาดกระจายออกมาอย่างรุนแรง 

       ผมคิดว่าเรื่องที่ผมมองภาพช้าลง มีพลังกายอันน่าเหลือเชื่อ ระดับการตอบสนองที่ว่องไว และจิตใจที่แสนจะโหดร้าย น่าจะติดตัวมาจากเจ้าของร่างเก่าก็เป็นไปได้

       มันร้องคำรามอย่างเจ็บปวด ร่างของมันสั่นเทา

“คึๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ เป็นยังไงเจ้าแมวหน้าโง่ โดนหมัดซัดจนหน้าแหกไปเลย ยังไม่รีบหนีไปอีกหรอ!” ผมพูดพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

       สัตว์อสูรร้ายเห็นดังนั้นพุ่งออกหนีเข้าไปในป่าอาถรรพ์ พวกผมก็ได้เดินทางต่อ ระหว่างทางก็เจอสัตว์อสูรอยู่บ้างแต่ก็ไม่มาก ผมสามารถจัดการพวกมันได้สบายๆ

       “โอ้! เราแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ?”ผมพูดกับตัวเองเบาๆ

บทที่ 4 ออกเดินทาง

บทที่ 4 ออกเดินทาง

           พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็ได้พูดคุยกับท่านดยุค ฮิเดโยชิ มาโกโตะ (พ่อของอิจิกะ)กับท่านดัชเชส ฮิเดโยชิ นานะ (แม่ของอิจิกะ) เกี่ยวกับเรื่องจะไปอยู่ชายแดน 2 เดือน (บทลงโทษฐานใส่ร้ายสึนะ) ตอนแรกท่านทั้งสองไม่ยอม แต่ผมบอกว่าถ้าไม่ทำแบบนี้พระราชาวิลเลียมจะเอาเรื่องได้ มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าพวกท่านจะยอม

            เหตุการณ์นี้มันทำให้ผม รู้สึกอบอุ่นในหัวใจเป็นอย่างยิ่ง ในชีวิตก่อนผมเป็นเด็กกำพร้าไม่เคยมีพ่อแม่ที่รักและเอาใจใส่ ต้องอาศัยวัดอยู่หาเงินส่งเสียตัวเองเรียน ไร้ญาติขาดมิตรไม่มีคนสนใจ แต่ในโลกนี้ผมมีทั้งพ่อทั้งแม่ รักห่วงผมที่สุด ผมจะต้องตอบแทนความรักปละความเมตาของพวกท่านนั้นให้ได้

        พอจบเรื่องแล้ว ผมก็รีบไปเก็บของที่ห้องของตน เพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ซักพักยูมะก็ตามเข้ามา

        "มาแล้วหรอยูมะ พรุ่งนี้เธอเก็บของย้ายไปอยู่เรือนหลังเล็กในสวนนะ เธอจะได้ไม่ต้องอึดอัดเธอจะได้ทำธุระส่วนตัวได้สะดวกๆ มานอนในห้องแคบภายในห้องฉัน คนอื่นรู้เข้าเค้าจะมองเธอไม่ดี (ห้องนอนของอิจิกะนั้นใหญ่โตโอ่อ่าพอสมควร ภายในห้องนอนนั้นมีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องหนังสือ และห้องนอนเล็กๆสำหรับคนรับใช้ส่วนตัวอีกด้วย) อ้อ...แล้วอีกอย่างเธอไม่ต้องไปชายแดนกับฉันหรอนะ ฉันบอกพ่อกับแม่แล้ว เธอเอาเวลาไปตั้งใจเรียนเถอะ จบมาจะได้ทำงานสบายๆ ไม่ต้องมาค่อยทนรับใช้ฉันอีก"


        "นายท่านคิดจะทำอะไรกันหรอคะ" ยูมะถามผมด้วยน้ำเสียงสุภาพ


        "ก็ไม่ทำไม ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่อยากให้ผู้หญิงอื่นมาเห็นก็เท่านั้น" ผมตอบยูมะ


         แต่ความจริงแล้ว ภายในใจผมนั้นแค่อยากจะกันยูมะออกไม่ให้เข้าใกล้ เพราะยูมะนี้หละคือตัวสำคัญที่คอยคาบข่าวไปบอกให้ทัตสึยะ ถึงแม้ว่าผมจะไม่กลับไปตอแยกับพวกทัตสึยะอีก พวกมันจะอยู่ดีมีสุขหรือจะทนทุกข์ทรมาน ผมก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันอีก เอาเวลามาใส่ใจครอบครัวคนสำคัญของตนเองดีกว่า อุส่าห์ได้โอกาสอีกครั้งผมจะใช้มันให้คุ้มค่า


        "ถ้าไม่มีอะไรแล้วเธอรีบไปนอนเถอะ ส่วนฉันก็จะนอนเหมือนกันพรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า"


.....................................

        เช้าวันต่อมาผมได้ร่ำลาพ่อแม่ด้วยความอาลัยอาวรณ์ พ่อกับแม่ก็ไม่อยากให้อิจิกะไป เพราะมันเสี่ยงเกินไปสำหรับเด็กน้อยอายุแค่ 16 ปีเท่านั้น ถึงแม้ตามเนื้อเรื่อง ตัวอิจิกะจะเป็นอัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีของอาณาจักร แต่ก็ยังเด็กเกินไปจะสู้ตัวต่อตัวเหล่าปีศาจได้ ถ้าให้ฝึกอีก 4-5 ปีก็คงไม่มีปัญหา จัดการได้สบายๆ แต่ว่าตอนนี้มันยากเกินไปที่จะรับมือคนเดียว

        คณะเดินทางนั้นเต็มไปด้วยเหล่ายอดฝีมือกว่า 100 คน ที่ขัดสรรค์มาเป็นอย่างดี ผู้คนเหล่านี้ ท่านดยุค ฮิเดโยชิ มาโกโตะ คัดเลือกกับมือ เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ 100% ในเรื่องความปลอดภัย


        ในอาณาจักรกรีนเดอร์แลนด์ อำนาจของตระกูลฮิเดโยชิไม่ได้เป็นสองรองใคร แม้แต่พระราชาเองก็ยังต้องเกรงใจถึงเจ็ดในสิบส่วน เพราะตระกูลฮิเดโยชิมีเหล่าอัศวิน นักเวทย์ นักรบ ฝีมือดีหลายร้อยหลายพันคน มากกว่าทหารของอาณาจักรรวมกันหลายเท่านัก ถ้าตระกูลฮิเดโยชิคิดจะก่อกบฏขึ้นจริงก็ง่ายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ แต่ตระกูลฮิเดโยชินั้นไม่ทำ เพราะตั้งครั้งอดีตกาล ตระกูลฮิเดโยชิได้ทำพิธีสาบานเลือดว่าจะไม่คิดคดทรยศปองร้ายต่อราชวงศ์ และยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมา จนถึงรุ่นของอิจิกะก็ยังคงทำกันอยู่ ทำให้เหล่าราชวงศ์ของกรีนเดอร์แลนด์นั้นอุ่นใจ และไม่ต้องกลัวว่าตระกูลฮิเดโยชินั้น จะคิดหักหลังตน


        "นายน้อยอิจิกะ ข้างหน้ามีโรงเตี้ยมอยู่ นายน้อยจะแวะพักก่อนหรือไหมขอรับ" หัวหน้าอัศวินกล่าวถามอิจิกะเพราะกลัวว่าอิจิกะจะเหนื่อยจากการเดินทางไกล


        "เมืองต่อไปอยู่อีกไกลหรือไม่"ผมถามกลับ


        "ถ้าเร่งเดินทางประมาณก่อนพลบค่ำน่าจะถึงขอรับ" หัวหน้าอัศวินกล่าวตอบ


        "งั้นก็เร่งเข้าเถอะข้าอยากจะถึงชายแดนเร็วๆ" ผมตอบกลับหัวหน้าอัศวิน


        หัวหน้าอัศวินแปลกใจกับคำตอบของอิจิกะ แต่ก็ไม่ได้ขัดอะไรรีบเร่งเดินทางตามที่อิจิกะบอก 'ทำไมนายน้อยถึงอยากจะไปชายแดนนักหนา ยิ่งถึงเร็วก็ต้องเสี่ยงอันตรายมากขึ้น'


        เพียงแค่ 10 วัน ผมก็ได้มาถึงชายแดนของอาณาจักร โดยปรกติจะต้องใช้เวลาเดินทางร่วมปี สาเหตุที่คณะเดินทางได้เร็วนั้น เป็นเพราะคณะเดินทางมีนักเวทย์ที่สามารถวาร์ปได้ แต่ไปได้ไม่ไกลนักเนื่องจากจำนวนคนที่มากจึงทำให้เดินทางได้ไม่กี่ร้อยลี้เท่านั้น (ถ้าแค่เฉพาะตัวนักเวทย์และผู้ติดตามอีก 1 คน ก็สามารถไปถึงได้เลยภายในแค่อึดใจเดียว แต่มันอันตรายเกินไปเพราะชายแดนมีปีศาจอยู่เยอะ การเดินทางไปด้วยจำนวนคนไม่กี่คนอาจจะโดนปีศาจดักซุ่มโจมตีได้)


        พอมาถึงค่ายทหารสิ่งแรกที่ผมทำคือเดินไปลงชื่อจัดตั้งทีมลาดตระเวน ผมเจาะจงเลือกป่าอาถรรพ์ก่อนเป็นอันดับแรก


        "เจ้าหนู อย่าหาเรื่องใส่ตัวดี ป่าอาถรรพ์ไม่ใช่สวนสนุกนะ น้อยคนนักที่จะได้กลับมา" ชายวัยกลางคนที่แต่งกายคล้ายอัศวินกล่าวเตือน


        "ครับผมทราบ..มันเหมาะสมกับคนเลวๆอย่างผมแล้วหละครับ"อิจิกะตอบกลับอย่างสุภาพและรู้สึกขอบคุณอัศวินวัยกลางคนนั้นจากใจจริง (แต่ยังไงๆ เขาก็จะต้องไปให้ได้ จากข้อมูลของเกมส์ ระหว่างที่ทัตสึยะเดินทางฝึกฝีมือ เกิดหลงทางเข้าไปในถ้ำที่อยู่ในป่าอาถรรพ์ ภายในถ้ำมีรูปวาดของเทพเจ้าหากใครได้ครอบครองจะสามารถขอพรจากเทพเจ้าได้ 3 ประการ)


        "...."อัศวินวัยกลางคนอึ้งไปชั่วขณะ กับคำตอบของเด็กน้อย ได้แต่จ้องมองเข้าไปในตาที่จริงจังของเด็กน้อย "ไม่ว่าเจ้าจะเคยทำผิดอะไรก็ไม่สมควรเอาชีวิตไปทิ้งแบบนี้"


         "ผมจะไม่มีวันยอมตายในป่าอาถรรพ์ ชีวิตผมมีไว้เพื่อปกป้องคนสำคญ จะไม่ยอมตายเพื่อคนไม่เห็นค่าอีกเด็ดขาด"ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แล้วเดินจากไป


        ผมกลับมายังที่พักภายในค่ายทหาร ภายในกระโจม มีเพียง โต๊ะ ตู้เสื่อผ้า เตียง ธรรมดาทั่วๆไปไม่มีอะไรพิเศษ


        "ขออนุญาตขอรับ....นายน้อย ท่านอาสาไปลาดตระเวนที่ป่าอาถรรพ์จริงหรอขอรับ กระผมว่ามันค่อนข้างอันตรายนะขอรับ" หัวหน้าอัศวินกล่าวอย่างกังวล


        "ไม่ต้องคิดมาก ข้าจัดการได้...เจ้าไปถามพวกเราดูสิว่าจะมีใครสมัครใจไปป่าอาถรรพ์กับข้าบ้างหรือไม่ เอาเฉพาะที่สมัครใจไปนะเอาไม่เกิน 4-5 คนพอ ข้าจะเข้าป่าอาถรรพ์สัก 1-2 เดือน เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงส่งคนไปดูทุกๆ 10 วันแล้วกัน ข้าจะให้คนที่ไปด้วยมาส่งข่าวเป็นระยะๆ ส่วนคนที่เหลือที่ไม่ได้ไปป่าอาถรรพ์ ให้เจ้าเป็นผู้สั่งการคอยดูแลจะได้ไม่เป็นปัญหาแล้วก็อย่าลืม ผลัดกันไปช่วยทางกองทัพลาดตระเวนในส่วนต่างๆด้วยหละ ช่วยๆ พวกทหารเขาบ้าง"


        "นายน้อยไม่ให้ข้าติดตามไปด้วยหรือขอรับ มันอันตรายมากนะขอรับ"


        "ไม่เป็นไรทำตามที่ข้าสั่งก็พอ...เดี๋ยวข้าจะเขียนหนังสือไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าเกิดเรื่องกับข้า เจ้าจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน"


        "ไม่ใช่อย่างนั้นนะขอรับนายน้อย ข้าน้อยไม่ได้กลัวโดนลงโทษ แต่ข้าน้อยเป็นห่วงนายน้อยจริงๆนะขอรับ"


        "ไม่เป็นไรหรอกเอาตามนั้นแหละ...ขอบใจเจ้ามากนะที่เป็นห่างข้า รอข้าสักครู่เดี๋ยวข้าจะเขียนหนังสือไว้ให้เพื่อกรณีฉุกเฉิน" ผมยิ้มให้หัวหน้าอัศวินอย่างอบอุ่น แล้วเดินไปเขียนหนังสือที่โต๊ะ


        พอผมเขียนเสร็จก็ลงลายมือประทับตราแล้วยื่นให้หัวหน้าอัศวิน เสร็จเรียบร้อย ผมก็ไปอาบน้ำเข้านอน สักพักก็หลับฝันไป ในฝันนั้น เป็นวันที่ทัตสึยะบุกมาที่ตระกูลของอิจิกะ แล้วเริ่มการสังหารหมู่ชั่วภายในชั่วพริบตา เหล่าผู้คนภายในตระกูลกลายเป็นศพเกลื่อนกลาด ไม่เหลือผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว

        
        ตระกูลฮิเดโยชิที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานได้จบสิ้นลงในด้วยน้ำมือคนๆเดียว


        "ไม่!!!!"


        "ไม่!!!!"


        "ไม่!!!!"


        เฮื้อกก!!!....ผมสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย หายใจหอบอย่างแรง ความเจ็บปวดจากการโดนดาบฟันยังรู้สึกเจ็บอยู่เลย ทำไมมันเหมือนจริงขนาดนี้ ยังกับว่าไม่ใช่ความฝันอย่างนั้นหละ ผมพยายามข่มตานอนต่อแต่พยายามเท่าไรก็ไม่อาจจะหลับลงได้ ผมจึงออกมาหาเหล้าดื่มดีกว่าจะได้คลายเครียด



        "ถ้าหากยังฝันร้ายอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆเราคงได้ตายจริงๆแน่ ไม่ต้องให้อั้ยบ้านั้นมาฆ่าหรอก เราได้หัวใจวายตายก่อนเป็นแน่ ต้องรีบแล้วเราต้องรีบไปให้ถึงถ้ำก่อนอั้ยบ้านั้น" ผมพูดกับตัวเองเบาๆ

        พอเดินไปถึงกองเสบียง ผู้คนมากมายทั้งชายทั้งหญิง เหล่าอัศวิน นักรบ รักเวทย์ ที่พึ่งออกเวน จะพากันมาหาความสุขใส่ตัว ไม่ว่าจะเป็นร้องรำทำเพลง กินดื่มกันอย่างสนุกสนาน เนื่องจากการลาดตระเวนในเขตที่ติดกับแดนปีศาจนั้น เป็นงานที่เครียดมาก ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาตลอดหลายปีต้องปะทะกับเหล่าปีศาจแทบจะวันเว้นวัน


        "พี่ชายขอไวน์ที่แรงๆ สักหน่อยสิจะได้หลับสบาย" ผมสั่งไวน์กับบริกรแล้วเดินไปนั่งตรงโต๊ะที่ว่างอยู่


        ในขณะนั้นผู้คนส่วนใหญ่ ต่างพากันหยุดทำกิจกรรมต่างๆ แล้วหันมามองที่ผมกันเป็นตาเดียว ที่ทำให้คนส่วนใหญ่สนใจก็คือเด็กหนุ่มคนนี้อายุน้อยเกินกว่าจะเป็นทหารตระเวนชายแดน ทุกคนต่างอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไรที่นี้


        ผมก็ไม่ได้ใสใจอะไรกับสายตาคนพวกนั้น หาที่นั้นนั่งดื่มไวน์อยู่คนเดียวเงียบๆที่โต๊ะ ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างว่าผู้คนเหล่านั้นคิดอะไร รู้สึกอย่างไรกับตน ผมก็แค่อยากดื่มๆ ให้มันเมาจะได้หลับได้สบาย พอดื่มได้แค่ 1- 2 แก้วยังไม่ทันที่จะรู้สึก ก็มีหญิงสาวอายุประมาณ 20-21 ปี รูปร่างหน้าตาสวยดังนางฟ้า เดินเข้ามาหา


        "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว มาทำอะไรแถวนี้คะสุดหล่อ" สาวสวยพราวเสน่ห์กล่าวด้วยน้ำเสียงอันไพเราะกับอิจิกะ


        ผมหันไปตามเสียงเรียกของเธอ แล้วถึงกับสะดุ้งตกใจ


        "ริอัส...เฟอร์ โอเซน" ผมเผลอเรียกชื่อหญิงสาวออกมา


        "โอ้...คุณรู้จักฉันด้วยหรอค่ะ" รีอัสพูดด้วยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์


        "ป่าว!!!..ก็ไม่ใช่เชิงอย่างนั้นครับ ได้ยินทหารเขาพูดถึงกันนะครับ 'เคาน์เตส ริอัส เฟอร์ โอเซน' ยอดกุนซืออัจฉริยะฝ่ายมนุษย์ที่สามารถพลิกสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ รบร้อยชนะร้อย ไม่มีทหารคนไหนไม่รู้จักหรอกครับ" ผมโกหกออกไป เพราะเธอคือ 1 ใน(นางเอก)สมาชิกฮาเร็มของทัตสึยะนั่นเอง


        (เคาน์เตส ริอัส เฟอร์ โอเซน สาวสวยรวยเสนห์ ด้วยของรูปร่างที่แสนจะยั่วยวนใจ (95-54-86) สูง 177 ซม. อายุ 20 ปี เรือนผมสีแดงสตรอว์เบอร์รี่ที่ยาวถึงกลางหลัง ดวงตาคู่งามสีเขียวอมฟ้า จัดว่าเป็นสาวสาย สวยเสียยิ่งกว่าเจ้าหญิงนาตาชาเสียอีก ถ้าจะหาคำจำกัดความ ก็ต้องบอกว่าสวยจนนางฟ้ายังต้องอายกระมัง ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังเป็นนักเวทย์เพลิงชั้นสูง และยังมีพลังแฝงธาตุแห่งความมืดอีกด้วย


        บิดาของ ริอัส นั้นคือจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร นำทัพต่อต้านปีศาจจนเป็นที่กล่าวขวัญในความเก่งกาจกล้าหาญ ถึงขนาดต้องใช้ปีศาจชั้นสูงหลายพันตนล้อมปราบ ในคืนนั้นบิดามารดาและครอบครัวคนสำคัญของรีอัสถูกสังหารจนหมดสิ้น โชคดีในโชคร้ายที่ต้องนั้น รีอัสเด็กสาววัย 17 ปี กำลังเดินทางกลับบ้าน หลังจากที่เพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนเวทย์มนต์ชั้นสูง หลังจากโศกนาฏกรรมนั้น พระราชาวิลเลียมได้พระราชทานตำแหน่งเคาน์เตสให้กับรีอัส และให้เธอเข้าประจำการในตำแหน่งเสนาธิการกองทัพสานต่อเจตนารมณ์ของบิดาเธอ)


        "ไม่น่าเชื่อ ว่าคุณจะรู้จักฉันด้วย นอกจากทหารด้วยกันแล้วแทบจะไม่มีใครมีโอกาสได้เห็นฉันสักคน ดูเหมือนว่าคุณจะเป็นเด็กใหม่แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันคือใคร" รีอัสถามด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่แสนจะยั่วยวนแต่แววตาของเธอกำลังพิจารณาอิจิกะอย่างจริงจัง เพราว่าอาจจะเป็นสายลับของพวกปีศาจก็ได้


        "เอาเป็นว่าผมรู้แล้วกัน...ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อน" ผมรู้สึกขยะแขยงกับกิริยาของรีอัสเป็นที่สุด จึงตอบแบบปัดๆ พร้อมรีบชิ่งหนีไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก เดี๋ยวจะซวยเอา


        รีอัสเห็นแบบนั้นถึงกับขมวดคิ้ว ยังไม่ทันได้ข้อมูลว่าเป็นสายลับหรือไม่ ก็โดนอิจิกะชิ่งหนีไปก่อนแล้ว โดยปรกติแล้ว ด้วยความสวยของเธอ ผู้ชายร้อยทั้งร้อยต่างพากันหาโอกาสที่จะจีบเธอกันทั้งนั้น แต่อิจิกะ กลับไม่สนใจเธอแม้แต่น้อยแถมยังทำท่างรังเกียจเธออีกด้วย รีอัสเห็นดังนั้นรู้สึกเหมือนโดนหยามศักดิ์ศรี


        "อย่าพึ่งใจร้อนพ่อหนุ่มน้อย นั่งคุยเป็นเพื่อนกันก่อน คืนนี้เดี๋ยวพี่สาวจะเลี้ยงเหล้าเอง" รีอัสพยายามหว่านเสน่ห์ใส่อิจิกะสุดชีวิต


        ผมได้แต่คิดในใจ 'ยัยนี้เป็นฮิสทีเรียหรือมาโซคิสม์หรือไง..ฟ่ะ!! คนเขารังเกียจยังจะมาตามตื้ออยู่อีก ไปไล่ตามอั้ยทัตสึยะโน้น' 


        "นี้ป้า....ถ้าอยากได้คนคุยด้วยไปหาที่อื่น ผมจะกลับแล้ว อ้อ..แล้วมุขอ่อยแบบนี้มันโบสุดๆ หัดพัฒนาบ้างนะ" ผมพูดออกแบบนั้นไม่ใช่แค่ต้องการจะชิ่งอย่างเดียว แต่เป็นเพราะแผลใจจากภรรยาในชาติที่แล้ว ทำให้ผมรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงผู้หญิงที่ชอบอ่อยแบบรีอัส


        "ทหารรีบจับตัวผู้ชายคนนี้ไว้ เอาตัวไปสอบสวน" รีอัสรู้สึกเหม็นขี้หน้าอิจิกะนี้ไม่แพ้กัน


        เหล่าทหารรีบเข้ามาจับกุมตัวอิจิกะตามคำสั่ง ผลของเหตุการณ์นั้น ทำให้ทั้งค่ายทหารค่อยข้างจะชุลมุนกันเลยที่เดียว กว่าจะเคลียร์กันจบ ก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม


        "ตามที่ได้รับรายงานมา เธอใส่ร้ายเพื่อนร่วมชั้นจนเกือบโดนประหารชีวิตนั้นนะจริงหรอป่าว" รีอัสถามอิจิกะด้วยท่าทีที่เป็นงานเป็นการ


        "จริงตามที่รายงานเขียนนั้นแหละ" ผมตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย


        "ถ้างั้น..แล้วทำไมถึงกลับใจ ยอมรับผิดเสียเองหละ" รีอัสถามด้วยความสงสัย


        "ก็ไม่ทำไมทั้งนั้น แค่เบื่อ ขี้เกียจจะขยี้พวกมดปลวกเล่นแล้วก็เท่านั้น" ผมตอบอย่างไม่อาย เพราะผมไม่ใช่คนทำซะหน่อยเจ้าของร่างคนเก่าต่างหากที่ทำ และผมก็ไม่แคร์ด้วยว่าคนอื่นจะคิดยังไง


        พอได้ยินคำตอบแบบนั้น รีอัสถึงกับอึ้งไปนานพอสมควร ภายในใจก็คิดว่าอิจิกะนั้น คงเป็นพวกลูกคุณหนูเอาแต่ใจ ไม่เห็นเคยหัวคนอื่น

        
        "มีอะไรจะถามอีกไหมครับ ถ้าไม่มีผมจะได้กลับไปนอน" ผมถามด้วยอารมณ์หงุดหงิดนิดๆ เพราะว่าตอนนี้มันดึกมากแล้ว อยากรีบกลับไปนอน
        
        "งั้นก็ไปพักเถอะ พรุ่งนี้นายค่อยมารายงานตัวกับฉันแต่เช้า"รีอัสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบ
        
        "เห็นทีว่าคงจะไม่ได้ครับ พรุ่งนี้เช้าผมมีราดตระเวนแต่เช้า"ผมตอบแบบกวนๆ
        
        รีอัสได้ยินแบบนี้ถึงกับคิ้วกระตุก"นายคิดจะขัดคำสั่งผู้บัญชาการหรือ..เจ้าหนู"
        
        "คงจะเข้าใจอะไรผิดแล้วมั้งครับ.. คุณป้า คุณไม่ใช่ผู้บัญชาการของผม ความสัมพันธ์ระหว่างเรา คือความร่วมมือกันต่างหาก เข้าใจไว้ด้วยนะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวนะครับ" ผมยิ้มให้รีอัสอย่างสะใจ ที่สามารถกวนรีอัสได้
        
        "ใครเป็นป้านายกันย่ะ!!!" รีอัสตะโกนโว้ยวายตอบกลับ


        "ก็นะ...เห็นไปนั่งจับเด็กหนุ่มๆ เหมือนสาวแก่ขึ้นคาน.... ผมก็เลยคิดว่า..คุณรุ่นเดียวกับป้านะสิ" ผมยังกวนไม่เลิก


        "นายนี้มัน..ปาก!!"รีอัสได้แต่กำมัดแน่ อย่างไม่พอใจ


        "เอาน่า...เอานา...ผมขอโทษแล้วกัน คราวหลังจะไม่เรียกคุณว่าคุณป้าาา!!!... อีกแล้ว อย่าโกรธผมเลยนะครับ" ผมตอบรีอัสด้วยน้ำเสียงกวนๆ แถมยังจงใจเน้นเสียงตรงคำว่าป้าเป็นพิเศษ จากนั้นก็รีบโค้งคำนับแล้วรีบออกจากห้องไป


        "กรี๊ด!!!...ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ฮิเดโยชิ อิจิกะ" รีอัสได้แต่เจ็บใจ ทำได้เพียงแต่กระทืบเท้าลงกับพื้นเพื่อระบายอารมณ์


        พอกลับมาถึงกระโจมที่พัก ผมยังคงนอนไม่หลับ เพราะความรู้สึกแสนจะเบิกบานใจ ที่สามารถกวนโมโหรีอัสได้ (อันที่จริงในใจแล้ว ผมก็รู้สึกว่ารีอัสนั้นน่ารักดี ไม่น่าจะใช่พวกผู้หญิงมักมากหลายใจหรอก แต่ที่ทำแบบนั้นอาจจะเป็นเพราะต้องคอยสอดส่อป้องกันพวกสายลับก็ได้) พอคิดถึงเรื่องนี้แล้ว อิจิกะก็ได้แต่ส่ายหัวให้เลิกคิด แล้วรีบเข้านอน