บทที่ 4 ออกเดินทาง
พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็ได้พูดคุยกับท่านดยุค ฮิเดโยชิ มาโกโตะ (พ่อของอิจิกะ)กับท่านดัชเชส ฮิเดโยชิ นานะ (แม่ของอิจิกะ) เกี่ยวกับเรื่องจะไปอยู่ชายแดน 2 เดือน (บทลงโทษฐานใส่ร้ายสึนะ) ตอนแรกท่านทั้งสองไม่ยอม แต่ผมบอกว่าถ้าไม่ทำแบบนี้พระราชาวิลเลียมจะเอาเรื่องได้ มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าพวกท่านจะยอม
เหตุการณ์นี้มันทำให้ผม รู้สึกอบอุ่นในหัวใจเป็นอย่างยิ่ง ในชีวิตก่อนผมเป็นเด็กกำพร้าไม่เคยมีพ่อแม่ที่รักและเอาใจใส่ ต้องอาศัยวัดอยู่หาเงินส่งเสียตัวเองเรียน ไร้ญาติขาดมิตรไม่มีคนสนใจ แต่ในโลกนี้ผมมีทั้งพ่อทั้งแม่ รักห่วงผมที่สุด ผมจะต้องตอบแทนความรักปละความเมตาของพวกท่านนั้นให้ได้
พอจบเรื่องแล้ว ผมก็รีบไปเก็บของที่ห้องของตน เพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ซักพักยูมะก็ตามเข้ามา
"มาแล้วหรอยูมะ พรุ่งนี้เธอเก็บของย้ายไปอยู่เรือนหลังเล็กในสวนนะ เธอจะได้ไม่ต้องอึดอัดเธอจะได้ทำธุระส่วนตัวได้สะดวกๆ มานอนในห้องแคบภายในห้องฉัน คนอื่นรู้เข้าเค้าจะมองเธอไม่ดี (ห้องนอนของอิจิกะนั้นใหญ่โตโอ่อ่าพอสมควร ภายในห้องนอนนั้นมีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องหนังสือ และห้องนอนเล็กๆสำหรับคนรับใช้ส่วนตัวอีกด้วย) อ้อ...แล้วอีกอย่างเธอไม่ต้องไปชายแดนกับฉันหรอนะ ฉันบอกพ่อกับแม่แล้ว เธอเอาเวลาไปตั้งใจเรียนเถอะ จบมาจะได้ทำงานสบายๆ ไม่ต้องมาค่อยทนรับใช้ฉันอีก"
"นายท่านคิดจะทำอะไรกันหรอคะ" ยูมะถามผมด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"ก็ไม่ทำไม ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่อยากให้ผู้หญิงอื่นมาเห็นก็เท่านั้น" ผมตอบยูมะ
แต่ความจริงแล้ว ภายในใจผมนั้นแค่อยากจะกันยูมะออกไม่ให้เข้าใกล้ เพราะยูมะนี้หละคือตัวสำคัญที่คอยคาบข่าวไปบอกให้ทัตสึยะ ถึงแม้ว่าผมจะไม่กลับไปตอแยกับพวกทัตสึยะอีก พวกมันจะอยู่ดีมีสุขหรือจะทนทุกข์ทรมาน ผมก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันอีก เอาเวลามาใส่ใจครอบครัวคนสำคัญของตนเองดีกว่า อุส่าห์ได้โอกาสอีกครั้งผมจะใช้มันให้คุ้มค่า
"ถ้าไม่มีอะไรแล้วเธอรีบไปนอนเถอะ ส่วนฉันก็จะนอนเหมือนกันพรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า"
.....................................
เช้าวันต่อมาผมได้ร่ำลาพ่อแม่ด้วยความอาลัยอาวรณ์ พ่อกับแม่ก็ไม่อยากให้อิจิกะไป เพราะมันเสี่ยงเกินไปสำหรับเด็กน้อยอายุแค่ 16 ปีเท่านั้น ถึงแม้ตามเนื้อเรื่อง ตัวอิจิกะจะเป็นอัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีของอาณาจักร แต่ก็ยังเด็กเกินไปจะสู้ตัวต่อตัวเหล่าปีศาจได้ ถ้าให้ฝึกอีก 4-5 ปีก็คงไม่มีปัญหา จัดการได้สบายๆ แต่ว่าตอนนี้มันยากเกินไปที่จะรับมือคนเดียว
คณะเดินทางนั้นเต็มไปด้วยเหล่ายอดฝีมือกว่า 100 คน ที่ขัดสรรค์มาเป็นอย่างดี ผู้คนเหล่านี้ ท่านดยุค ฮิเดโยชิ มาโกโตะ คัดเลือกกับมือ เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ 100% ในเรื่องความปลอดภัย
ในอาณาจักรกรีนเดอร์แลนด์ อำนาจของตระกูลฮิเดโยชิไม่ได้เป็นสองรองใคร แม้แต่พระราชาเองก็ยังต้องเกรงใจถึงเจ็ดในสิบส่วน เพราะตระกูลฮิเดโยชิมีเหล่าอัศวิน นักเวทย์ นักรบ ฝีมือดีหลายร้อยหลายพันคน มากกว่าทหารของอาณาจักรรวมกันหลายเท่านัก ถ้าตระกูลฮิเดโยชิคิดจะก่อกบฏขึ้นจริงก็ง่ายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ แต่ตระกูลฮิเดโยชินั้นไม่ทำ เพราะตั้งครั้งอดีตกาล ตระกูลฮิเดโยชิได้ทำพิธีสาบานเลือดว่าจะไม่คิดคดทรยศปองร้ายต่อราชวงศ์ และยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมา จนถึงรุ่นของอิจิกะก็ยังคงทำกันอยู่ ทำให้เหล่าราชวงศ์ของกรีนเดอร์แลนด์นั้นอุ่นใจ และไม่ต้องกลัวว่าตระกูลฮิเดโยชินั้น จะคิดหักหลังตน
"นายน้อยอิจิกะ ข้างหน้ามีโรงเตี้ยมอยู่ นายน้อยจะแวะพักก่อนหรือไหมขอรับ" หัวหน้าอัศวินกล่าวถามอิจิกะเพราะกลัวว่าอิจิกะจะเหนื่อยจากการเดินทางไกล
"เมืองต่อไปอยู่อีกไกลหรือไม่"ผมถามกลับ
"ถ้าเร่งเดินทางประมาณก่อนพลบค่ำน่าจะถึงขอรับ" หัวหน้าอัศวินกล่าวตอบ
"งั้นก็เร่งเข้าเถอะข้าอยากจะถึงชายแดนเร็วๆ" ผมตอบกลับหัวหน้าอัศวิน
หัวหน้าอัศวินแปลกใจกับคำตอบของอิจิกะ แต่ก็ไม่ได้ขัดอะไรรีบเร่งเดินทางตามที่อิจิกะบอก 'ทำไมนายน้อยถึงอยากจะไปชายแดนนักหนา ยิ่งถึงเร็วก็ต้องเสี่ยงอันตรายมากขึ้น'
เพียงแค่ 10 วัน ผมก็ได้มาถึงชายแดนของอาณาจักร โดยปรกติจะต้องใช้เวลาเดินทางร่วมปี สาเหตุที่คณะเดินทางได้เร็วนั้น เป็นเพราะคณะเดินทางมีนักเวทย์ที่สามารถวาร์ปได้ แต่ไปได้ไม่ไกลนักเนื่องจากจำนวนคนที่มากจึงทำให้เดินทางได้ไม่กี่ร้อยลี้เท่านั้น (ถ้าแค่เฉพาะตัวนักเวทย์และผู้ติดตามอีก 1 คน ก็สามารถไปถึงได้เลยภายในแค่อึดใจเดียว แต่มันอันตรายเกินไปเพราะชายแดนมีปีศาจอยู่เยอะ การเดินทางไปด้วยจำนวนคนไม่กี่คนอาจจะโดนปีศาจดักซุ่มโจมตีได้)
พอมาถึงค่ายทหารสิ่งแรกที่ผมทำคือเดินไปลงชื่อจัดตั้งทีมลาดตระเวน ผมเจาะจงเลือกป่าอาถรรพ์ก่อนเป็นอันดับแรก
"เจ้าหนู อย่าหาเรื่องใส่ตัวดี ป่าอาถรรพ์ไม่ใช่สวนสนุกนะ น้อยคนนักที่จะได้กลับมา" ชายวัยกลางคนที่แต่งกายคล้ายอัศวินกล่าวเตือน
"ครับผมทราบ..มันเหมาะสมกับคนเลวๆอย่างผมแล้วหละครับ"อิจิกะตอบกลับอย่างสุภาพและรู้สึกขอบคุณอัศวินวัยกลางคนนั้นจากใจจริง (แต่ยังไงๆ เขาก็จะต้องไปให้ได้ จากข้อมูลของเกมส์ ระหว่างที่ทัตสึยะเดินทางฝึกฝีมือ เกิดหลงทางเข้าไปในถ้ำที่อยู่ในป่าอาถรรพ์ ภายในถ้ำมีรูปวาดของเทพเจ้าหากใครได้ครอบครองจะสามารถขอพรจากเทพเจ้าได้ 3 ประการ)
"...."อัศวินวัยกลางคนอึ้งไปชั่วขณะ กับคำตอบของเด็กน้อย ได้แต่จ้องมองเข้าไปในตาที่จริงจังของเด็กน้อย "ไม่ว่าเจ้าจะเคยทำผิดอะไรก็ไม่สมควรเอาชีวิตไปทิ้งแบบนี้"
"ผมจะไม่มีวันยอมตายในป่าอาถรรพ์ ชีวิตผมมีไว้เพื่อปกป้องคนสำคญ จะไม่ยอมตายเพื่อคนไม่เห็นค่าอีกเด็ดขาด"ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แล้วเดินจากไป
ผมกลับมายังที่พักภายในค่ายทหาร ภายในกระโจม มีเพียง โต๊ะ ตู้เสื่อผ้า เตียง ธรรมดาทั่วๆไปไม่มีอะไรพิเศษ
"ขออนุญาตขอรับ....นายน้อย ท่านอาสาไปลาดตระเวนที่ป่าอาถรรพ์จริงหรอขอรับ กระผมว่ามันค่อนข้างอันตรายนะขอรับ" หัวหน้าอัศวินกล่าวอย่างกังวล
"ไม่ต้องคิดมาก ข้าจัดการได้...เจ้าไปถามพวกเราดูสิว่าจะมีใครสมัครใจไปป่าอาถรรพ์กับข้าบ้างหรือไม่ เอาเฉพาะที่สมัครใจไปนะเอาไม่เกิน 4-5 คนพอ ข้าจะเข้าป่าอาถรรพ์สัก 1-2 เดือน เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงส่งคนไปดูทุกๆ 10 วันแล้วกัน ข้าจะให้คนที่ไปด้วยมาส่งข่าวเป็นระยะๆ ส่วนคนที่เหลือที่ไม่ได้ไปป่าอาถรรพ์ ให้เจ้าเป็นผู้สั่งการคอยดูแลจะได้ไม่เป็นปัญหาแล้วก็อย่าลืม ผลัดกันไปช่วยทางกองทัพลาดตระเวนในส่วนต่างๆด้วยหละ ช่วยๆ พวกทหารเขาบ้าง"
"นายน้อยไม่ให้ข้าติดตามไปด้วยหรือขอรับ มันอันตรายมากนะขอรับ"
"ไม่เป็นไรทำตามที่ข้าสั่งก็พอ...เดี๋ยวข้าจะเขียนหนังสือไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าเกิดเรื่องกับข้า เจ้าจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน"
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะขอรับนายน้อย ข้าน้อยไม่ได้กลัวโดนลงโทษ แต่ข้าน้อยเป็นห่วงนายน้อยจริงๆนะขอรับ"
"ไม่เป็นไรหรอกเอาตามนั้นแหละ...ขอบใจเจ้ามากนะที่เป็นห่างข้า รอข้าสักครู่เดี๋ยวข้าจะเขียนหนังสือไว้ให้เพื่อกรณีฉุกเฉิน" ผมยิ้มให้หัวหน้าอัศวินอย่างอบอุ่น แล้วเดินไปเขียนหนังสือที่โต๊ะ
พอผมเขียนเสร็จก็ลงลายมือประทับตราแล้วยื่นให้หัวหน้าอัศวิน เสร็จเรียบร้อย ผมก็ไปอาบน้ำเข้านอน สักพักก็หลับฝันไป ในฝันนั้น เป็นวันที่ทัตสึยะบุกมาที่ตระกูลของอิจิกะ แล้วเริ่มการสังหารหมู่ชั่วภายในชั่วพริบตา เหล่าผู้คนภายในตระกูลกลายเป็นศพเกลื่อนกลาด ไม่เหลือผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
ตระกูลฮิเดโยชิที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานได้จบสิ้นลงในด้วยน้ำมือคนๆเดียว
"ไม่!!!!"
"ไม่!!!!"
"ไม่!!!!"
เฮื้อกก!!!....ผมสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย หายใจหอบอย่างแรง ความเจ็บปวดจากการโดนดาบฟันยังรู้สึกเจ็บอยู่เลย ทำไมมันเหมือนจริงขนาดนี้ ยังกับว่าไม่ใช่ความฝันอย่างนั้นหละ ผมพยายามข่มตานอนต่อแต่พยายามเท่าไรก็ไม่อาจจะหลับลงได้ ผมจึงออกมาหาเหล้าดื่มดีกว่าจะได้คลายเครียด
"ถ้าหากยังฝันร้ายอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆเราคงได้ตายจริงๆแน่ ไม่ต้องให้อั้ยบ้านั้นมาฆ่าหรอก เราได้หัวใจวายตายก่อนเป็นแน่ ต้องรีบแล้วเราต้องรีบไปให้ถึงถ้ำก่อนอั้ยบ้านั้น" ผมพูดกับตัวเองเบาๆ
พอเดินไปถึงกองเสบียง ผู้คนมากมายทั้งชายทั้งหญิง เหล่าอัศวิน นักรบ รักเวทย์ ที่พึ่งออกเวน จะพากันมาหาความสุขใส่ตัว ไม่ว่าจะเป็นร้องรำทำเพลง กินดื่มกันอย่างสนุกสนาน เนื่องจากการลาดตระเวนในเขตที่ติดกับแดนปีศาจนั้น เป็นงานที่เครียดมาก ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาตลอดหลายปีต้องปะทะกับเหล่าปีศาจแทบจะวันเว้นวัน
"พี่ชายขอไวน์ที่แรงๆ สักหน่อยสิจะได้หลับสบาย" ผมสั่งไวน์กับบริกรแล้วเดินไปนั่งตรงโต๊ะที่ว่างอยู่
ในขณะนั้นผู้คนส่วนใหญ่ ต่างพากันหยุดทำกิจกรรมต่างๆ แล้วหันมามองที่ผมกันเป็นตาเดียว ที่ทำให้คนส่วนใหญ่สนใจก็คือเด็กหนุ่มคนนี้อายุน้อยเกินกว่าจะเป็นทหารตระเวนชายแดน ทุกคนต่างอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไรที่นี้
ผมก็ไม่ได้ใสใจอะไรกับสายตาคนพวกนั้น หาที่นั้นนั่งดื่มไวน์อยู่คนเดียวเงียบๆที่โต๊ะ ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างว่าผู้คนเหล่านั้นคิดอะไร รู้สึกอย่างไรกับตน ผมก็แค่อยากดื่มๆ ให้มันเมาจะได้หลับได้สบาย พอดื่มได้แค่ 1- 2 แก้วยังไม่ทันที่จะรู้สึก ก็มีหญิงสาวอายุประมาณ 20-21 ปี รูปร่างหน้าตาสวยดังนางฟ้า เดินเข้ามาหา
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว มาทำอะไรแถวนี้คะสุดหล่อ" สาวสวยพราวเสน่ห์กล่าวด้วยน้ำเสียงอันไพเราะกับอิจิกะ
ผมหันไปตามเสียงเรียกของเธอ แล้วถึงกับสะดุ้งตกใจ
"ริอัส...เฟอร์ โอเซน" ผมเผลอเรียกชื่อหญิงสาวออกมา
"โอ้...คุณรู้จักฉันด้วยหรอค่ะ" รีอัสพูดด้วยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์
"ป่าว!!!..ก็ไม่ใช่เชิงอย่างนั้นครับ ได้ยินทหารเขาพูดถึงกันนะครับ 'เคาน์เตส ริอัส เฟอร์ โอเซน' ยอดกุนซืออัจฉริยะฝ่ายมนุษย์ที่สามารถพลิกสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ รบร้อยชนะร้อย ไม่มีทหารคนไหนไม่รู้จักหรอกครับ" ผมโกหกออกไป เพราะเธอคือ 1 ใน(นางเอก)สมาชิกฮาเร็มของทัตสึยะนั่นเอง
(เคาน์เตส ริอัส เฟอร์ โอเซน สาวสวยรวยเสนห์ ด้วยของรูปร่างที่แสนจะยั่วยวนใจ (95-54-86) สูง 177 ซม. อายุ 20 ปี เรือนผมสีแดงสตรอว์เบอร์รี่ที่ยาวถึงกลางหลัง ดวงตาคู่งามสีเขียวอมฟ้า จัดว่าเป็นสาวสาย สวยเสียยิ่งกว่าเจ้าหญิงนาตาชาเสียอีก ถ้าจะหาคำจำกัดความ ก็ต้องบอกว่าสวยจนนางฟ้ายังต้องอายกระมัง ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังเป็นนักเวทย์เพลิงชั้นสูง และยังมีพลังแฝงธาตุแห่งความมืดอีกด้วย
บิดาของ ริอัส นั้นคือจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร นำทัพต่อต้านปีศาจจนเป็นที่กล่าวขวัญในความเก่งกาจกล้าหาญ ถึงขนาดต้องใช้ปีศาจชั้นสูงหลายพันตนล้อมปราบ ในคืนนั้นบิดามารดาและครอบครัวคนสำคัญของรีอัสถูกสังหารจนหมดสิ้น โชคดีในโชคร้ายที่ต้องนั้น รีอัสเด็กสาววัย 17 ปี กำลังเดินทางกลับบ้าน หลังจากที่เพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนเวทย์มนต์ชั้นสูง หลังจากโศกนาฏกรรมนั้น พระราชาวิลเลียมได้พระราชทานตำแหน่งเคาน์เตสให้กับรีอัส และให้เธอเข้าประจำการในตำแหน่งเสนาธิการกองทัพสานต่อเจตนารมณ์ของบิดาเธอ)
"ไม่น่าเชื่อ ว่าคุณจะรู้จักฉันด้วย นอกจากทหารด้วยกันแล้วแทบจะไม่มีใครมีโอกาสได้เห็นฉันสักคน ดูเหมือนว่าคุณจะเป็นเด็กใหม่แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันคือใคร" รีอัสถามด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่แสนจะยั่วยวนแต่แววตาของเธอกำลังพิจารณาอิจิกะอย่างจริงจัง เพราว่าอาจจะเป็นสายลับของพวกปีศาจก็ได้
"เอาเป็นว่าผมรู้แล้วกัน...ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อน" ผมรู้สึกขยะแขยงกับกิริยาของรีอัสเป็นที่สุด จึงตอบแบบปัดๆ พร้อมรีบชิ่งหนีไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับตัวละครหลัก เดี๋ยวจะซวยเอา
รีอัสเห็นแบบนั้นถึงกับขมวดคิ้ว ยังไม่ทันได้ข้อมูลว่าเป็นสายลับหรือไม่ ก็โดนอิจิกะชิ่งหนีไปก่อนแล้ว โดยปรกติแล้ว ด้วยความสวยของเธอ ผู้ชายร้อยทั้งร้อยต่างพากันหาโอกาสที่จะจีบเธอกันทั้งนั้น แต่อิจิกะ กลับไม่สนใจเธอแม้แต่น้อยแถมยังทำท่างรังเกียจเธออีกด้วย รีอัสเห็นดังนั้นรู้สึกเหมือนโดนหยามศักดิ์ศรี
"อย่าพึ่งใจร้อนพ่อหนุ่มน้อย นั่งคุยเป็นเพื่อนกันก่อน คืนนี้เดี๋ยวพี่สาวจะเลี้ยงเหล้าเอง" รีอัสพยายามหว่านเสน่ห์ใส่อิจิกะสุดชีวิต
ผมได้แต่คิดในใจ 'ยัยนี้เป็นฮิสทีเรียหรือมาโซคิสม์หรือไง..ฟ่ะ!! คนเขารังเกียจยังจะมาตามตื้ออยู่อีก ไปไล่ตามอั้ยทัตสึยะโน้น'
"นี้ป้า....ถ้าอยากได้คนคุยด้วยไปหาที่อื่น ผมจะกลับแล้ว อ้อ..แล้วมุขอ่อยแบบนี้มันโบสุดๆ หัดพัฒนาบ้างนะ" ผมพูดออกแบบนั้นไม่ใช่แค่ต้องการจะชิ่งอย่างเดียว แต่เป็นเพราะแผลใจจากภรรยาในชาติที่แล้ว ทำให้ผมรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงผู้หญิงที่ชอบอ่อยแบบรีอัส
"ทหารรีบจับตัวผู้ชายคนนี้ไว้ เอาตัวไปสอบสวน" รีอัสรู้สึกเหม็นขี้หน้าอิจิกะนี้ไม่แพ้กัน
เหล่าทหารรีบเข้ามาจับกุมตัวอิจิกะตามคำสั่ง ผลของเหตุการณ์นั้น ทำให้ทั้งค่ายทหารค่อยข้างจะชุลมุนกันเลยที่เดียว กว่าจะเคลียร์กันจบ ก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม
"ตามที่ได้รับรายงานมา เธอใส่ร้ายเพื่อนร่วมชั้นจนเกือบโดนประหารชีวิตนั้นนะจริงหรอป่าว" รีอัสถามอิจิกะด้วยท่าทีที่เป็นงานเป็นการ
"จริงตามที่รายงานเขียนนั้นแหละ" ผมตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ถ้างั้น..แล้วทำไมถึงกลับใจ ยอมรับผิดเสียเองหละ" รีอัสถามด้วยความสงสัย
"ก็ไม่ทำไมทั้งนั้น แค่เบื่อ ขี้เกียจจะขยี้พวกมดปลวกเล่นแล้วก็เท่านั้น" ผมตอบอย่างไม่อาย เพราะผมไม่ใช่คนทำซะหน่อยเจ้าของร่างคนเก่าต่างหากที่ทำ และผมก็ไม่แคร์ด้วยว่าคนอื่นจะคิดยังไง
พอได้ยินคำตอบแบบนั้น รีอัสถึงกับอึ้งไปนานพอสมควร ภายในใจก็คิดว่าอิจิกะนั้น คงเป็นพวกลูกคุณหนูเอาแต่ใจ ไม่เห็นเคยหัวคนอื่น
"มีอะไรจะถามอีกไหมครับ ถ้าไม่มีผมจะได้กลับไปนอน" ผมถามด้วยอารมณ์หงุดหงิดนิดๆ เพราะว่าตอนนี้มันดึกมากแล้ว อยากรีบกลับไปนอน
"งั้นก็ไปพักเถอะ พรุ่งนี้นายค่อยมารายงานตัวกับฉันแต่เช้า"รีอัสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบ
"เห็นทีว่าคงจะไม่ได้ครับ พรุ่งนี้เช้าผมมีราดตระเวนแต่เช้า"ผมตอบแบบกวนๆ
รีอัสได้ยินแบบนี้ถึงกับคิ้วกระตุก"นายคิดจะขัดคำสั่งผู้บัญชาการหรือ..เจ้าหนู"
"คงจะเข้าใจอะไรผิดแล้วมั้งครับ.. คุณป้า คุณไม่ใช่ผู้บัญชาการของผม ความสัมพันธ์ระหว่างเรา คือความร่วมมือกันต่างหาก เข้าใจไว้ด้วยนะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวนะครับ" ผมยิ้มให้รีอัสอย่างสะใจ ที่สามารถกวนรีอัสได้
"ใครเป็นป้านายกันย่ะ!!!" รีอัสตะโกนโว้ยวายตอบกลับ
"ก็นะ...เห็นไปนั่งจับเด็กหนุ่มๆ เหมือนสาวแก่ขึ้นคาน.... ผมก็เลยคิดว่า..คุณรุ่นเดียวกับป้านะสิ" ผมยังกวนไม่เลิก
"นายนี้มัน..ปาก!!"รีอัสได้แต่กำมัดแน่ อย่างไม่พอใจ
"เอาน่า...เอานา...ผมขอโทษแล้วกัน คราวหลังจะไม่เรียกคุณว่าคุณป้าาา!!!... อีกแล้ว อย่าโกรธผมเลยนะครับ" ผมตอบรีอัสด้วยน้ำเสียงกวนๆ แถมยังจงใจเน้นเสียงตรงคำว่าป้าเป็นพิเศษ จากนั้นก็รีบโค้งคำนับแล้วรีบออกจากห้องไป
"กรี๊ด!!!...ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ฮิเดโยชิ อิจิกะ" รีอัสได้แต่เจ็บใจ ทำได้เพียงแต่กระทืบเท้าลงกับพื้นเพื่อระบายอารมณ์
พอกลับมาถึงกระโจมที่พัก ผมยังคงนอนไม่หลับ เพราะความรู้สึกแสนจะเบิกบานใจ ที่สามารถกวนโมโหรีอัสได้ (อันที่จริงในใจแล้ว ผมก็รู้สึกว่ารีอัสนั้นน่ารักดี ไม่น่าจะใช่พวกผู้หญิงมักมากหลายใจหรอก แต่ที่ทำแบบนั้นอาจจะเป็นเพราะต้องคอยสอดส่อป้องกันพวกสายลับก็ได้) พอคิดถึงเรื่องนี้แล้ว อิจิกะก็ได้แต่ส่ายหัวให้เลิกคิด แล้วรีบเข้านอน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น